โครงการฝึกปฏิบัติธรรมออนไลน์ “กิจกรรมปฏิบัติธรรมพัฒนาจิต ชีวิตและปัญญา” คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ชั้นปีที่ ๑ และชั้นปีที่ ๒ จำนวน ๖๘๕ คน จัดอบรมในรูปแบบออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๔ กิจกรรมเสริมความเป็นครู หลักสูตร ๑ วัน โดยคณะพระวิทยากร สถาบันพัฒนาพระวิทยากร สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์

โครงการฝึกปฏิบัติธรรมออนไลน์ “กิจกรรมปฏิบัติธรรมพัฒนาจิต ชีวิตและปัญญา” คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ชั้นปีที่ ๑ และชั้นปีที่ ๒ จำนวน ๖๘๕ คน จัดอบรมในรูปแบบออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๔ กิจกรรมเสริมความเป็นครู หลักสูตร ๑ วัน โดยคณะพระวิทยากร สถาบันพัฒนาพระวิทยากร สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์

                 ภาคเช้าเวลา ๐๙.๐๐ น. – ๑๐.๐๐ น.บรรยายธรรม เรื่อง ทักษะความเป็นครูไทยโดย พระมหาไกรวรรณ์ ชินทตฺติโย, ป.ธ.๙ (ขณะเป็นสามเณร),ดร. ปัจจุบัน เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดพระงาม พระอารามหลวง, รองเจ้าคณะอำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม, กรรมการ สถานบันพัฒนาพระวิทยากร ,อาจารย์ประจำสาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

                      “ทักษะความเป็นครูไทย เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ที่มีจุดเริ่มต้นจากการดำเนินชีวิตและการพัฒนาตนเอง ผ่านกระบวนการทางทักษะ (ความชำนาญ) ความขยันหมั่นเพียร เพียรพยายามไม่หยุดหย่อน และการทำซ้ำๆการทำบ่อยๆ ให้เกิดองค์ความใหม่เกิดทักษะในการเรียนรู้สามารถเดินไปสู่เป้าหมายของเราได้อย่างรวดเร็ว เฉกเช่น ทักษะความเป็นครูไทย ถ้าเรามีแบบอย่างที่ดีนำมาเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิต มาเป็นเข็มทิศให้เราได้พัฒนาทักษะเพื่อเดินตามจุดมุ่งหมายของเราได้อย่างงดงาม ซึ่งคุณสมบัติของครูไทยจะต้องมีองค์ประกอบจากการรู้จักสังเกต รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักการเปลี่ยนแปลง รู้ว่าจะต้องกระทำเหตุอันนี้ๆจึงจะเกิดผลที่ต้องการ เช่น การหมั่นฝึกฝน อดทน คิดหามุมมองใหม่ๆเพื่อให้เกิดทักษะการเรียนรู้ เกิดกัลยาณมิตรธรรม จะเป็นต้นเหตุให้เกิดความดีงามและความเจริญ ในที่นี้มุ่งสร้างมิตรในการเรียนรู้ของครู ดังพระบาลีที่ว่า “ปิโย ครุ ภาวนีโย วตฺตา จ วจนกฺขโม คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา โน จฎฺฐาเน นิโยชเย” แปลว่า ความน่ารัก น่าเคารพ น่ายกย่อง มีวิธีรู้จักสอน ไม่ท้อแท้ มีกลุยทธ์วิธีสอนเรื่องที่ยากให้เข้าใจง่าย ไม่สอนให้เป็นคนเลว การที่จะพัฒนาครูให้เกิดองค์ความรู้ เกิดทักษะกระบวนการ และมีความพร้อมที่จะพัฒนาตนและให้ชีวิตอย่างมีความสุข จะต้องประกอบด้วย ๔ ทักษะการเรียนรู้ ดังนี้

                     ทักษะที่ ๑ รู้จักตน เป็นการสร้างเป้าหมายชัดเจน แล้วพัฒนาตนไปให้ถึง เฉกเช่น พระโพธิ์สัตว์ ที่พัฒนาตนเพื่อให้เกิดการหลุดพ้นจากกิเลส และนำพาผู้อื่นให้พ้นจากกิเลสตาม เมื่อพระบรมโพธิสัตว์มีชัยต่อพญามารวัสวดีด้วยพระบารมีตั้งแต่เวลาสายัณห์พระอาทิตย์ยังมิทันจะอัสดงคต ทำให้บังเกิดความเบิกบานพระทัยด้วยปีติเกษม จึงทรงเจริญสมาธิภาวนาทำจิตให้ปราศจาก อุปกิเลส จนได้บรรลุ ปฐมฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน อันเป็นส่วนรูปฌานสมาบัติตามลำดับ ต่อจากนั้นทรงเจริญญาณอันเป็นองค์ปัญญาชั้นสูง ๓ ประการตามลำดับแห่งยามสาม ซึ่งในทางศาสนาแบ่งกลางคืนออกเป็น ๓ ส่วน แต่ละส่วนเรียกว่ายามหนึ่ง ๆ คือ ปฐมยาม มัชฌิมยาม ปัจฉิมยาม ในราตรีนั้น คือ ในวันเพ็ญพระจันทร์เสวยดาวฤกษ์ชื่อว่าวิสาขา คือ วันเพ็ญเดือนวิสาขะเป็นเวสาขะ ในราตรีวันเพ็ญนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรม ก่อนแต่ตรัสรู้เรียกว่า พระโพธิสัตว์ แปลว่า ผู้ข้องอยู่ในความรู้ อันหมายความว่า ไม่ทรงข้องอยู่ในสิ่งอื่น ข้องอยู่แต่ในความรู้ จึงทรงแสวงหาความรู้จนได้ตรัสรู้ จึงเรียกว่า พุทธะ ที่แปลว่า ผู้รู้ หรือ ตรัสรู้ เราเรียกกันว่า พระพุทธเจ้า พระองค์ได้ตรัสรู้ที่ภายใต้ต้นไม้ชื่อว่า อัสสัตถะ ต่อมาก็เรียกว่า ต้นโพธิ์ คำว่า โพธิ แปลว่า ตรัสรู้ เพราะพระพุทธเจ้าไปประทับนั่งใต้ไม้นั้นตรัสรู้ จึงได้เรียกว่า ต้นไม้ตรัสรู้ เรียกเป็นศัพท์ว่า โพธิพฤกษ์ แต่ชื่อของต้นไม้ชนิดนี้ว่า อัสสัตถะ ที่ตรัสรู้นั้นอยู่ใกล้ฝั่ง แม่น้ำเนรัญชรา ใน ตำบลอุรุเวลา ใน มคธรัฐ
                    ทักษะที่ ๒ รู้จักคน คนต่างกัน แต่มีเป้าหมายเหมือนกัน คือ ความสุข เฉกเช่นพระพุทธเจ้า ทำตามคำของอาฬวกยักษ์ เพื่อให้อาฬวกยักษ์คล้อยตามพระองค์ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงดำริว่า อาฬวกยักษ์เป็นผู้มีจิตใจแข็งกระด้าง หากตอบโต้ด้วยความแข็งกระด้างก็จะกลับมีจิตใจกระด้างขึ้นกว่าเก่า ดำริแล้วก็ทรงลุกขึ้นและเสด็จออกจากวิมานยักษ์ อาฬวกยักษ์เห็นดังนั้นจิตใจก็อ่อนลง คิดว่าพระพุทธเจ้านี้ว่าง่าย แล้วออกคำสั่งต่อว่า “สมณะ ท่านจงเข้าไป” พระพุทธเจ้าก็ทรงเสด็จเข้าไปในวิมานยักษ์ อาฬวกยักษ์ได้ใจ ออกคำสั่งให้พระพุทธเจ้าเข้าๆ ออกๆ อยู่ ถึง ๓ ครั้ง ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงทำตาม ประดุจการตามใจบุตรเมื่อร้องไห้ แต่เมื่อถึงครั้งที่ ๔ อาฬวกยักษ์สั่งว่า “สมณะ ท่านจงออกไป” ครั้งนี้พระพุทธเจ้าทรงดำรัสตอบว่า “เราไม่ออกไป ท่านจะทำอะไรก็ทำเถิด”
                       เมื่ออาฬวกยักษ์ถามเหตุผล พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบว่า “เมื่อเราเข้ามานั้นเราไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบ้าน เมื่อเจ้าให้ออกเราจึงออก แต่เมื่อเจ้าผู้เป็นเจ้าของบ้านอนุญาตให้เราเข้ามาแล้ว เหตุใดเราต้องออกไปอีก ดูก่อน อาฬวกยักษ์ เจ้าอนุญาตให้ใครเขาเข้ามาแล้วออกปากไล่เขานั้น ไม่มีมารยาท ไม่มีใครนับถือ” อาฬวกยักษ์แปลกใจในพุทธปัญญา จึงเปลี่ยนเป็นทูลถามปัญหา โดยขู่ว่าหากพระองค์แก้ไม่ได้ เขาก็จะฉีกหัวใจ และจับร่างพระองค์เหวี่ยงข้ามแม่น้ำคงคา แล้วอาฬวกยักษ์ก็ไปนำคำถามมาถามพระพุทธเจ้า โดยคำถามนี้มีที่มาจากในอดีตกาลในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ก่อน คือ พระกัสสปะพุทธเจ้า บิดามารดาของอาฬวกยักษ์ได้เคยถามปัญหาจากพระพุทธกัสสปะ และได้นำมาสั่งสอนอาฬวกยักษ์ แต่พอนานวันเข้าอฬวกยักษ์ก็จำได้แต่คำถาม แต่ลืมคำตอบ ถามใครๆ ก็ไม่มีใครตอบได้ เพราะเป็นปัญหาที่ตอบได้เฉพาะพระพุทธเจ้า อาฬวกยักษ์จึงเขียนคำถามเก็บไว้ในวิมานพระพุทธเจ้าก็ทรงแก้ปัญหาให้อาฬวกยักษ์เหมือนที่พระพุทธกัสสปะเคยแก้ไว้ ดังนี้
           ปุจฉา : อะไรเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันประเสริฐของคนในโลกนี้ อะไรที่บุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้ อะไรเป็นรสอันล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลาย และผู้เป็นอยู่อย่างไรที่นักปราชญ์ยกย่องว่าประเสริฐสุด
            วิสัชนา : ศรัทธาเป็นทรัพย์อันประเสริฐของคนในโลก ธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้ ความสัตย์เป็นรสอันล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลาย และผู้อยู่ด้วยปัญญานักปราชญ์ทั้งหลายสรรเสริญว่าประเสริฐสุด
            ปุจฉา : คนข้ามโอฆะได้อย่างไร ข้ามอรรณพได้อย่างไร ล่วงทุกข์ได้อย่างไร บริสุทธิ์ได้อย่างไร
            วิสัชนา : คนข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา ข้ามอรรณพได้ด้วยความไม่ประมาท ล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร บริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา
ปุจฉา : คนมีปัญญาได้อย่างไร หาทรัพย์ได้อย่างไร หาชื่อเสียงได้อย่างไร ผูกมิตรได้อย่างไร และทำอย่างไรจึงจะไม่เศร้าโศกเมื่อไปสู่ภพหน้า
             วิสัชนา : บุคคลเชื่อฟังธรรมย่อมได้ปัญญา บุคคลไม่ประมาท ฉลาด ไม่ทอดธุระ มีความเพียร ย่อมหาทรัพย์ได้ บุคคลย่อมได้ชื่อเสียงเพราะความสัตย์ ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้ และบุคคลผู้มีธรรม ๔ ประการ คือ สัจจะ ทมะ จาคะ และขันติ บุคคลนั้นละโลกนี้ไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศก
                 ในที่สุดแห่งการทูลถามปัญหานี้ อาฬวกยักษ์ ผู้ส่งจิตใจไปตามพระธรรมเทศนา ก็สำเร็จเป็นพระโสดาบันในรุ่งแจ้งนั้นเอง เมื่ออาฬวกยักษ์สำเร็จเป็นพระโสดาบันแล้วก็เปล่งเสียงสาธุการ เป็นเวลาเดียวกับที่คนจากเมืองอาฬวีนำอาฬวกกุมารมามอบให้ อาฬวกยักษ์รับพระราชกุมารนั้นแล้วก็ประคองราชกุมารน้อมถวายแด่พระพุทธองค์ด้วยความเคารพ พระพุทธองค์ทรงรับพระราชกุมารนั้นมา ทรงประทานพรแล้วทรงมอบคืนให้คนของกษัตริย์เมืองอาฬวี พระราชกุมารนั้นจึงมีพระนามว่า หัตถกอาฬวกะ แล้วพระพุทธเจ้าก็เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมืองอาฬวี มีอาฬวกยักษ์เดินถือบาตรและสังฆาฏิตามมาส่งถึงครึ่งทางแล้วจึงกลับ หลังจากนั้นอาฬวกยักษ์ก็อยู่ในศีลธรรม เลิกกินเนื้อมนุษย์ตั้งแต่บัดนั้น
                   ทักษะที่ ๓ รู้จักงาน งานที่มีหลาก หลาย แต่เป้าหมายของงาน คือ ความสำเร็จ ดังพระบาลีที่ว่า น หิ จินฺตามยา โภคา ความสำเร็จ มิใช่แค่นึกเอาเอง แต่ต้องลงมือทำ ทำด้วยความตั้งใจ มีจุดยืนที่ชัดเจน มีเป้าหมายที่มั่นคง งานนั้นจึงจำสำเร็จด้วยความสมบูรณ์ การมีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานในหน้าที่ของตนเองที่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดี เช่น การมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ การศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในการเรียนรู้อยู่เสมอ มีความตั้งใจ สนใจ เอาใจใส่งานที่ได้รับผิดชอบ ให้ความร่วมมือและแบ่งปัน ช่วยเหลือเพื่อนในการทำงานกลุ่มร่วมกัน มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ผลงาน หาหลักการ แนวทาง วิธีการเรียนรู้ใหม่ๆมากใช้ประกอบการเรียนการสอนอยู่เสมอ การทำงานที่ยากให้ได้รับผลสำเร็จตามประเด็นที่ได้รับมอบหมาย มีความเพียรพยายามในการทำงาน การเรียนรู้ เกิดความกระตือรือร้น ต้องการที่จะปฏิบัติหน้าที่จนสำเร็จ ขยันหมั่นพียร เสียสละ ในการปฏิบัติงานด้วยความชื่อตรง ชื่อสัตย์ รวดเร็ว ไม่ล่าช้า ทันตามเวลาที่กำหนด
                   ทักษะที่ ๔ รู้จัก ประยุกต์ใช้ วิธีทำ มีหลากหลาย แค่เลือกให้ถูกต้อง ดังพระบาลีที่ว่า ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต ปัญญา ส่งโลกให้สว่างโสว ความรอบรู้ คือรู้ทางแห่งความเสื่อม รู้ทางแห่งความเจริญ เมื่อรู้แล้วก็ละทางแห่งความเสื่อมเสีย แล้วดำเนินตามทางแห่งความเจริญ ซึ่งคนทั้งหลายบนโลกมนุษย์นี้ ถึงแม้จะมีแสงสว่างอย่างอื่นช่วยส่องทาง เช่น แสงอาทิตย์ที่ทำให้มองเห็นในเวลากลางวัน แสงจันทร์ที่ทำให้มองเห็นในเวลากลางคืน และแสงอื่น ๆ ที่มนุษย์ผลิตขึ้นมาใช้เพื่อช่วยในการมองเห็น แม้ปัญญาในทางโลกมีความสำคัญยิ่ง และจำเป็นต่อการประกอบสัมมาชีพก็ตาม แต่ปัญญาที่มีความสำคัญยิ่งกว่า ยังมีอยู่อีก ทั้งนี้ พระพุทธศาสนาได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนแล้ว นั่นคือ “ปัญญาในทางธรรม” อันเกิดจาก การฝึกอบรมทางจิตภาวนา จนเกิดความสามารถที่จะหยั่งรู้สภาพความเป็นไปของชีวิต ตามความเป็นจริง เป็นปัญญาที่ทำให้เกิดความดับทุกข์ ทำให้ชีวิตหลุดพ้นจากการวนเวียนอยู่ในกองทุกข์ ประเสริฐยิ่งกว่าประดิษฐกรรมใดๆในทางโลก
เพราะฉะนั้น พุทธบริษัททั้งหลาย จึงควรที่จะ อบรมบ่มเพาะปัญญาให้งอกงามยิ่งขึ้น เพื่อให้รู้จักโลกอย่างถ่องแท้ทั้งสองนัย และจงเตือนใจตนให้ซาบซึ้งถึงพระพุทธคุณ เพื่อจะได้พากเพียรเจริญรอยพระยุคลบาท พระผู้ทรงเป็น “โลกวิทู ผู้รู้แจ้งโลก” และจะได้พากัน นำแสงสว่างที่แท้จริงมาสู่โลกนี้ ให้ก้าวผ่านความมืดมนอนธกาลให้จงได้ ด้วย “สติ” คือ ความระลึกได้ สามารถคุม “จิต” ไว้ได้ด้วย “ปัญญา” คือความรู้ทั่วถึงเหตุถึงผล สามารถเข้าใจความเป็นของสรรพสิ่งได้ชัดเจน อันเป็นบ่อเกิดแห่งความผาสุกสันติได้อย่างแท้จริง”
                    สรุปได้ว่า การพัฒนาทักษะครูไทย จะต้องเรียนรู้กระบวนการรู้จักตน พัฒนาตน รู้จักคน พัฒนาคน รู้จักงาน พัฒนางาน และรู้จักประโยชน์ในการนำไปประยุกต์ใช้ให้มีความเหมาะสมกับช่วงวัยนั้นๆ ซึ่งโดยภาพรวมทำหน้าที่ของคำว่า “ครู” มาจากรากศัพท์ของคำว่า “ครุ” แปลว่าหนัก ไม่โอนเอน ไม่เหลวไหล คำว่า “ไทย” เป็นความหมายของคำว่า อิสระ เหนือความผูกมัดจากสิ่งที่เป็นมลทิน สิ่งที่ไม่ดี และคำว่า “ครูไทย” ครูผู้มีวัฒนธรมไทย คือ สิ่งที่ทำให้เจริญรุ่งเรือง ทั้งภายนอกและภายใน เหนือการผูกมัดจากสิ่งเลวร้าย ก้าวไปสู่ความดีงาม ความงดงาม เป็นแม่พิมพ์ พ่อพิมพ์ของชาติ ดังบทกลอนที่ว่า
“หากประสงค์สิ่งอันใด มิปล่อยไว เพียงแค่ฝัน
ลงมือทำด้วยมุ่งมั่น สิ่งนั้นนั้นย่อมเกิดมี
มิปรากฎ เนื้อตัวใด วิ่งเข้าใส่ ราชสีห์
นอนอ้าปาก อยู่กับที่ รอมิคี สละตน”
สรุปเนื้อหาการบรรยายโดย พระอาจารย์วิทยา ญาณเวที กรรมการสถาบันพระวิทยากร ผู้ประสานงานโครงการ