
วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560 ปีที่ 26 ฉบับที่ 9607 ข่าวสดรายวัน
ที่มา http://daily.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROaWRXUXdOVEU0TURNMk1BPT0=§ionid=TURNd053PT0=&day=TWpBeE55MHdNeTB4T0E9PQ==
พุทธวิทยากรต้นแบบ
หน้าต่างศาสนา
พระมหาขวัญชัย กิตติเมธี สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ วัดสระเกศ
“สาธุ” เสียงชาวบ้านทิพโสตดังมาให้ได้ยินรับทราบว่าจะมีพระมาเข้าอบรมในโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการสร้างพุทธวิทยากรต้นแบบเพื่อการเผยแผ่ ระหว่างวันที่ 8-10 มี.ค.2560 ณ วัดทิพโสต ต.ดอนกลาง อ.โกสุมพิสัย จ. มหาสาร คาม โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ร่วมกับพระวิทยากรกลุ่มเพื่อชีวิตดีงาม สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนาพระมหากษัตริย์ วัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร
โครงการนี้ทำให้เกิดคำที่หลายคนพากันพูดถึง คือคำว่า “พุทธวิทยากรต้นแบบ” ถ้าเรามองว่าการเป็นพระวิทยากรนั้นคือการผสานกันระหว่างการสร้างบุคลิกตามแบบอย่างพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะอันประเสริฐ
อีกทั้งยังอาศัยการดำเนินตามอย่างต้นแบบที่ว่า “จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ” แปลว่า เธอทั้งหลาย จงจาริกไป เพื่อประโยชน์และความสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์
ความหมายของคำเหล่านี้ถูกผูกเป็นกิจกรรมโดยกลุ่มเพื่อชีวิตดีงาม โดยในวันแรกพระที่เข้าอบรมซึ่งเป็นนิสิตระดับปริญญาตรี สาขาวิชาพระพุทธศาสนาจำนวน 100 กว่ารูป หลังจากวันแรกได้มีกิจกรรมเน้นความเป็นกัลยาณมิตร การพบปะพูดคุยกันทำให้เราเข้าใจตนเองและผู้อื่นมากขึ้น เพราะหลังจากภาคบ่ายที่ลงคุยกันก็ปรากฏว่าช่วงเย็นมีฝนตกลงมาอย่างหนักจนท่วมกลดที่พระนิสิตอาศัยนอน หนังสือ เอกสารต่างๆ ที่เตรียมมาเปียกหมด ทำให้เกิดปัญหาว่าตอนค่ำจะอบรมอย่างไร
ในฐานะเป็นพุทธวิทยากรต้นแบบ การแก้ปัญหาตามสถานการณ์ถือเป็นบทเรียนบทหนึ่ง ฉะนั้น ในค่ำคืนแรกจึงเป็นบททดสอบที่ดีครั้งหนึ่งเมื่อพระวิทยากรเริ่มต้นด้วยประโยคว่า “เราอยากเลิกอบรมเวลาเท่าไหร่” คือตามกำหนดเดิมตั้งไว้ประมาณ 21.30 น. แต่ตอนนั้นเพิ่ง 19.30 น. มีบางรูปพูดขึ้น “ขอเลิกสัก 20.00 น. เพราะฝนตก ข้าวของเปียกหมด ใครจะมีกะจิตกะใจอบรมอีก” คำพูดนี้ของผู้เข้าอบรมปฏิเสธ และแน่นอนการปฏิเสธได้ปิดเหตุผลอื่นจนหมดเหลือเพียงเหตุผลของตนเอง เราจึงเริ่มกันใหม่ด้วยการสร้างความรู้สึกว่า แล้วคนอื่นละรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้ ทุกคนเห็นต่างกันไป บ้างก็อยากเลิก บ้างก็อยากอบรมต่อ
พระวิทยากรจึงยกเรื่องว่าเราเคยเห็นชาวนา เคยเห็นคนเลี้ยงควาย เคยเห็นคนขับรถ เคยเห็นคนอื่น หรือสิ่งอื่นในตัวเราบ้างไหม ทุกคนตอบว่าไม่เคย นั่นเพราะเราไม่เคยให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นต่างหาก ช่วงที่เราพูดคุยกันในกลุ่ม เล่าเรื่องตัวเอง ทุกคนอยากให้คนอื่นฟังเรา และการที่คนอื่นฟังเราก็เพราะเขาเห็นความสำคัญของเรา
ตอนนี้อยากให้ทุกคนลองมองความสำคัญของคนอื่นบ้าง ผ่านคำถามว่า “เราอยากเลิกอบรมเวลาเท่าไหร่” เราตอบตามความรู้สึกของเราว่าเท่านั้นเท่านี้ ลืมดูจุดมุ่งหมายและความตั้งใจของอาจารย์และผู้บริหารโครงการ และพระวิทยากรที่เสียสละเวลา บางรูปเดินทางมาไกล เสียค่าเดินทาง ยังไม่รวมถึงญาติโยมที่มาทำอาหารและน้ำปานะถวาย เพราะต้องการเห็นพระวิทยากรอบรมอย่างไม่มีความลำบาก
เมื่อเติมความรู้สึกของคนรอบข้างเข้าไป เราอาจพบว่า ตัวเรานั้นสำคัญได้ก็ต่อเมื่อมีคนอื่นรอบข้างให้ความสำคัญ จึงควรใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นเช่นกัน
ค่ำคืนนั้นทุกคนเห็นว่าการทำงานแบบพุทธวิทยากรต้นแบบจำเป็นต้องมีทักษะด้านการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพื่อปลูกเป็นอุดมการณ์ในการเผยแผ่ที่ว่า เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข และเพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลก
นั้นคือการใส่ใจต่อเรื่องส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัวนั่นเอง
หน้า 23

วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2560 ปีที่ 26 ฉบับที่ 9614 ข่าวสดรายวัน
ที่มา http://daily.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROaWRXUXdOakkxTURNMk1BPT0=§ionid=TURNd053PT0=&day=TWpBeE55MHdNeTB5TlE9PQ==
นำธรรมะพบปะโยม
หัวหน้าต่างศาสนา
พระมหาขวัญชัย กิตติเมธี สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ วัดสระเกศ
“ตั้งแต่ยายเกิดมาจนอายุเกือบ 80 ปียังไม่เคยเห็นว่าจะมีพระเดินเข้ามาเยี่ยมถึงที่บ้านแล้วถามว่าโยมเป็นอย่างไรบ้าง นอกจากจะมาบิณฑบาตหรือไม่อย่างนั้นก็เรี่ยไรทำบุญ”
เสียงสะท้อนจากคุณยายที่นั่งพนมมือไหว้พระผู้เข้าอบรมจากโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการสร้างพุทธวิทยากรต้นแบบเพื่อการเผยแผ่ ระหว่างวันที่ 8-10 มีนาคม 2560 ณ วัดทิพโสต ต.ดอนกลาง อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ร่วมกับพระวิทยากรกลุ่มเพื่อชีวิตดีงาม สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร
กิจกรรมที่พระวิทยากรพาทำในบ่ายวันที่ 2 ของการอบรมเป็นการต่อยอดจากการได้ฝึกภาคทฤษฎีในเรื่องกัลยาณมิตร ผ่านการสนทนา เพื่อสร้างการเข้าใจผู้อื่น และสร้างบรรยากาศเป็นกันเองในการพูดคุย เป็นการสานต่อแนวคิดแบบ “ได้หัวใจ ให้หัวคิด” สู่การลงมือปฏิบัติจริง
โดยวางกติกาว่า วันนี้เราจะแบ่งผู้เข้าอบรมออกเป็นกลุ่มกลุ่มละ 3 รูป เพื่อพากันลงทำกิจกรรม “ชีวิตจิตใจภาคปฏิบัติ ลงชุมชนนำธรรมะพบปะโยม” และให้แต่ละกลุ่มมีช่างบันทึกภาพพร้อมข้อมูลในการพูดคุยเพื่อมาถอดบทเรียนในช่วงค่ำต่อไป มีเวลาดำเนินกิจกรรมถึงบ่ายสี่โมงเย็น
พระวิทยากรเปิดประเด็นว่า “เรามาอยู่ที่นี่ ได้รับการดูแลจากญาติโยม แล้วเรารู้จักพวกเขา บ้างไหม ว่าเป็นใคร ทำอะไรกันบ้าง ไม่อยากรู้ หรือว่าเขาอยู่กันแบบไหน ที่สำคัญเราจะช่วยเหลือเยียวยาทุกข์ในใจเขาได้อย่างไรกัน ถ้าเราไม่รู้จักญาติโยมเลย และเพื่อทำความเข้าใจโยม ให้ ทุกท่านลองทบทวนถึงความรู้สึกที่ได้ร่วมพูดคุย กับคนแปลกหน้า การใส่ใจ การสนใจผู้อื่นจะนำ ไปสู่การสร้างมิตรภาพและนำไปสู่การพูดคุยต่อได้ ขอเพียงเราเปิดใจรับเรียนรู้ผู้อื่นแล้วทุกอย่าง จะง่ายขึ้น”
ที่จริงวันนั้นเราลงไปกันแบบไม่ได้บอกญาติโยมล่วงหน้า เรียกว่าถึงบ้านใคร ก็เดินเข้าไปเลย แต่ถึงอย่างนั้นญาติโยมที่มาวัดก็ยังได้ทราบข่าวนี้อยู่ดี บางบ้านจึงมีการจัดเตรียมอย่างดี จัดน้ำ ที่นั่ง รอพระอย่างใจจดใจจ่อ บางหลังล้างถนนหน้าบ้านรอ แต่รอแล้วรอเล่า พระก็ยังไม่มาสักที ผู้เขียนในฐานะพระวิทยากรเดินผ่านไปเพื่อพูดคุยกับญาติโยมจึงพบว่า บ้านมีจำนวนมาก แต่พระมีน้อย บางหลังตั้งอยู่ในซอยลึกที่พระไม่มีเดินผ่านไป เขาเห็นพระเดินเลยบ้านไป รูปแล้วรูปเล่า ในใจเริ่มคิดเสียใจว่า วันนี้คงไม่มีพระเข้ามาที่บ้านแน่ๆ แต่แล้วพอเห็นพระมา โยมรีบนิมนต์พร้อมน้ำตาแห่งความยินดี เหมือนการรอคอยของเขาสำเร็จผลแล้ว เพียงแค่พระจะเข้ามาบ้านเท่านั้นเอง ยังไม่ได้คุยอะไรเลยด้วยซ้ำไป
หลังจากเวลาผ่านไปจนถึงช่วงเวลาค่ำคืนนั้น พระวิทยากรให้ทุกรูปได้ออกมาเล่าประสบการณ์ผ่านกิจกรรมนำธรรมะพบปะโยม โดยกำหนดเวลาให้แต่ละกลุ่มสรุปในเวลา 3 นาที แต่ปรากฏว่า ทุกกลุ่มไม่สามารถรักษาเวลาได้แม้จะถูกเตือนเรื่องเวลาหลายครั้ง เราจึงเริ่มเข้าใจได้ว่า ทุกรูปอยากเล่า อยากบอก ความรู้สึกที่ไม่เคยรับรู้อะไรแบบนี้มาก่อน และคนฟังก็อยากรับฟัง เราจึงไม่จับเวลาต่อ ปล่อยให้บรรยากาศแห่งความปีติ และความรู้สึกประทับใจของทุกรูปทำงานต่อ
มีบางรูปเล่าว่า “ก่อนลงผมสงสัยว่าการลงไปเยี่ยม โยมโดยไม่แจ้งไปก่อน โยมจะยินดีต้อนรับเราหรือ แต่พอหลังจากที่ผมเดินเข้าไปตามบ้าน แล้วเริ่มพูดคุยกับโยมเท่านั้น ผมไม่รู้ว่านี่เวลาเท่าไหร่ ไม่รู้ว่ากี่โมง จนอากาศภายนอกเริ่มมืด ผมจึงค่อยกลับมาวัด ผมไม่เคยเห็นบรรยากาศแบบนี้มาก่อนตั้งแต่บวชมา ผมเข้าบ้านโยมหกหลัง ทั้งที่ไม่ได้ถูกนิมนต์ แต่มาให้ธรรมะ มาปล้นความทุกข์ของโยม ผมคิดแค่นั้นเอง…”
และประสบการณ์การลงพื้นที่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นพระในภาคใต้หรือภาคเหนือที่ทำกันอย่างจริงจังและชัดเจน ทั้งหมดล้วนได้มุมมองอย่างหนึ่งที่ใกล้เคียงกันคือ คนที่ไม่เข้าวัด บางครั้งไม่ใช่ไม่อยากเข้า แต่เป็น เพราะร่างกายชราหรือเจ็บป่วยจึงเข้าไม่ไหว การแค่พระมาเยี่ยมก็มีกำลังใจแล้ว
ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็ไม่เห็นคุณค่าของคำสอนในพระพุทธศาสนาว่าจะช่วยเยียวยาชีวิตเขาอย่างไรให้พ้นทุกข์ วันนี้จะเป็นอีกวันที่พุทธวิทยากรต้นแบบจากภาคอีสานจะได้ส่งต่อความรู้สึกการเชื่อมโยงกันระหว่างสังคมด้วยธรรมะ ที่จะมองว่าพระมาแบบญาติมิตร ไม่ได้ต้องการอะไรแค่มาให้ธรรมะ ให้พร ให้คลาย ความกังวลใจ
พระไม่ได้มารับ มาหยิบฉวยสิ่งใดของโยม แต่จะมาเป็นเพื่อนผู้เข้าใจ และให้กำลังใจกันในคราวที่มีทุกข์ ชราและเจ็บป่วยไข้เท่านั้นเอง
หน้า 23

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2560 ปีที่ 26 ฉบับที่ 9621 ข่าวสดรายวัน
ที่มา http://daily.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROaWRXUXdOVEF4TURRMk1BPT0=§ionid=TURNd053PT0=&day=TWpBeE55MHdOQzB3TVE9PQ==
พระผู้นำ ทางจิตวิญญาณ
หน้าต่างศาสนา
พระมหาขวัญชัย กิตฺติเมธี สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ วัดสระเกศ
“ถ้าเราจะลงทุนกับอะไรสักอย่าง ก็ต้องดูก่อนว่าที่นั้นน่าลงทุนแค่ไหน ถ้าที่นั้นสงบ สามัคคี เราก็คงกล้าเสี่ยง แต่ถ้าที่ไหนแตกแยกหรือไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราก็คงไม่อยากลงทุนด้วย แม้แต่วัดหรือพระพุทธศาสนาก็เช่นกัน ถ้ายังไม่แสดงให้เห็นว่าสามัคคีกัน ก็ไม่มีใครที่ไหนกล้าจะมาร่วมจมหัวลงท้ายด้วยหรอก” พระธรรมทูตสายต่างประเทศพูดให้ฟังถึงแนวทางการจะสร้างวัดได้นั้นต้องสร้างความสามัคคีขึ้นมาก่อน
ความสามัคคีสร้างอย่างไรนั้นเป็นที่มาของกิจกรรมส่งท้าย (10 มีนาคม 2560) ของโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการสร้างพุทธวิทยากรต้นแบบเพื่อการเผยแผ่ ระหว่างวันที่ 8-10 มีนาคม 2560 ณ วัดทิพโสต ต.ดอนกลาง อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ร่วมกับพระวิทยากรกลุ่มเพื่อชีวิตดีงาม สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนาพระมหากษัตริย์ วัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร ชื่อกิจกรรมว่า “เครือข่ายอุดมการณ์”
กิจกรรมนี้เริ่มต้นด้วยการสร้างวงเสวนาขึ้นมาเรื่อง จิตวิญญาณแห่งความเป็นผู้นำ โดยพูดคุยกับพระนักพัฒนา คือพระมหาวีรพันธ์ ชุติปญฺโญ พระนักเขียน พระนักพัฒนาจนสามารสร้างวัดได้ถึง 2 วัด
“พระเรานั้นถือว่าเป็นผู้นำโดยวิถีชีวิต เพราะทุกอย่างถ้าพระนำก่อนก็จะมีคนเชื่อและร่วมทำตาม ถ้าพระไม่เริ่ม ไม่นำ ก็ไม่มีใครอยากทำ พระจึงต้องเริ่มก่อน ผมเองก็เริ่มจากการทำเองก่อน เสียสละก่อน แล้วจึงสอนคนให้คนทำให้เชื่อ และทำตามเราได้” ท่านพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเมื่อถูกถามถึงแนวทางการเป็นผู้นำของท่าน การพูดคุยนี้เป็นการสร้างความรู้สึกให้เห็นมิติของความเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณให้เหล่าพุทธวิทยากรได้เชื่อมั่นถึงการทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา
ผู้เขียนในฐานะผู้ร่วมวงสนทนาเคยเห็นอุดมการณ์การทำงานเดียวกันนี้ที่วัดสุวรรณภักดี (วัดทุ่งไก่ดัก) นำโดยพระครูกิตติสารโกศล (อาจารย์นิคม สุนทโร) พระนักปฏิบัติและยังเป็นพระนักพัฒนา
ล่าสุดที่พบกัน ท่านได้มอบผลิตภัณฑ์จากมะกรูดกระเช้าใหญ่ ประกอบด้วย แชมพูสระผม ครีมอาบน้ำ น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างห้องน้ำ และอื่นๆ อีกหลายรายการ โดยทั้งหมดทำจากมะกรูด เป็นใบบ้าง ลูกบ้าง เพื่อให้แม่ชีและชาวบ้านมาร่วมกันทำงาน ไม่ให้จิตฟุ้งซ่าน เมื่อทำเสร็จก็แจกชาวบ้านที่มาทำบุญที่วัด
จนล่าสุดผลิตภัณฑ์นี้เริ่มมีคนนิยมมากขึ้น มีการสั่งเข้ามา ต้องมีการระดมชาวบ้านมาช่วยกันทำมากขึ้น ท่านเจ้าอาวาสเล่าว่า “ถ้าชุมชนหันหน้ากลับมาช่วยกันใช้ผลผลิตของวัด จะทำให้ปัจจัยหมุนเวียนอยู่ในหมู่บ้าน ได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา กลายเป็นทุนการศึกษากับลูกหลานของเรา และช่วยเหลือคนที่ไม่มีอาชีพได้มีอาชีพ ทั้งบ้าน วัด โรงเรียนก็จะเป็นหนึ่งเดียวกัน สร้างชุมชนสามัคคี และถ้ามีใครมาช่วยสนับสนุนมากขึ้น ก็ทำให้มีกองทุนเพื่อทำงานเพื่อพระศาสนา และช่วยเหลือสังคมได้มากยิ่งขึ้นตามไปด้วย” ดูเหมือนการมาร่วมกันนี้เกิดจากความเสียสละเพื่อชุมชนของท่าน และมองว่าทุกคนควรร่วมกันทำบางอย่างเพื่อสังคม โดยมีพระเป็นผู้นำ
หลังจากได้ฟังวิถีของพระในฐานะผู้นำและผู้สร้างชุมนุมชนให้เกิดความสามัคคีแล้ว ก่อนที่พุทธวิทยากรจะไปสร้างความสามัคคีในชุมชน ก็ต้องเรียนรู้เพื่อสร้างความสามัคคีจากการรวมเครือข่ายให้ได้เสียก่อน เพื่อวางแผนการทำงานในอนาคตต่อไป
โดยพระวิทยากรได้แบ่งผู้เข้าอบรมเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 3 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดมหาสารคาม ขอนแก่น และกาฬสินธุ์ โดยใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงทุกลุ่มก็เริ่มเห็นแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน คือ “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” เพราะการทำงานต้องมีจุดร่วมคืออุดมการณ์เดียวกัน คือ สร้างความเข้มแข็งให้พระพุทธศาสนาและสร้างสังคมแห่งความสุขสงบ และสงวนจุดต่างคือ บางรูปสอนหนังสือ บางรูปเป็นนักเทศน์ บางรูปอบรมเยาวชน บางรูปพูดทางสถานีวิทยุ ทุกรูปต่างหยิบงานที่ตนเองทำได้มารวมกันและวางแผนงานโดยเขียนเป็นลำดับขั้นตอนง่ายๆ ว่าเราจะช่วยเหลือกันอย่างไรให้ เข้มแข็ง และเป็นเอกภาพ
มองอย่างมีหวังดูเหมือนเวลาอบรมแม้เพียงเล็กน้อยเท่านี้ได้ช่วยเปิดมุมมองต่อการทำงานของพุทธวิทยากรที่ต้องทำงานกับชุมชนแบบมีอุดมการณ์ มีความยืดหยุ่น เสียสละ และที่สำคัญต้องมีเครือข่าย
บรรยากาศวันนั้นได้จุดติดการทำงานของพุทธวิทยากรแล้ว เพราะหลังจากอบรมเสร็จมีพระที่เข้าอบรมมาถามพระวิทยากรกลุ่มเพื่อชีวิตดีงามว่า “จะมีการอบรมอย่างนี้อีกหรือไม่” พระวิทยากรจึงขออนุญาตแจ้ง ณ ตรงนี้อีกทีว่า ในเดือนมิถุนายน 2560 ปีนี้ จะมีการอบรมพระวิทยากรกระบวนธรรมรุ่น 2 และมีการอบรมเพิ่มประสิทธิภาพในการเป็นพระวิทยากร เช่น การอบรมการเขียน การอบรมจิตวิทยา การอบรมธรรมะออนไลน์ เป็นต้น
เพื่อเป็นการเติมเชื้อไฟให้กับทุกท่านได้มีไฟในการทำงานเพื่อสังคมร่วมกันต่อไป (หน้า 23)
หน้า 23

