หน้าต่างศาสนา 27 พฤษภาคม 2560

อ่านแล้ว 728 views

 
 
ที่มา
 
 ------------------------------------------------------------
 
วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9677 ข่าวสดรายวัน
คือกุศโลบาย อย่าคิดมาก
หน้าต่างศาสนา
พระมหาขวัญชัย กิตติเมธี สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ วัดสระเกศ
-------------------------------------------------------------
 
ช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม มีโอกาสได้ไปเยี่ยมโครงการบวชสามเณรภาคฤดูร้อนหลายแห่งด้วยกัน บางที่อยู่ในกรุงเทพฯ บางที่ก็อยู่ต่างจังหวัด สิ่งที่พบได้คือ พระอาจารย์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "เด็กสมัยนี้สอนยากขึ้น ดื้อมากขึ้น" ถ้าเราเคยได้ยินว่าเด็กดื้อคือเด็กฉลาด ก็เลยต้องอาศัยวิธีการสอนที่ฉลาดมากยิ่งขึ้น บางครั้งการสอนก็จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์การรับรู้ของเด็ก ต้องเปลี่ยนบุคลิกของผู้สอนให้ตรงตามต้องการของเด็กไปด้วย
ผู้เขียนนึกถึงรายการทีวีรายการหนึ่งมาสัมภาษณ์ว่า "เราจะสอนธรรมะเด็กสมัยนี้อย่างไร" เพราะด้วยยุคสมัยดูเหมือนธรรมะจะเป็นเรื่องเชยสำหรับเด็ก ยิ่งบอกให้ไปวัดยิ่งยาก แต่ก็ไม่ยากเกินไปถ้ามีกุศโลบายในการสอน อย่างตอนที่อนาถปิณฑิกเศรษฐีสอนลูกให้ไปวัดเพื่อแลกเงิน ลูกก็ไปแล้วรีบกลับมารับเงิน ก่อนจะให้เพิ่มเงือนไขว่า ถ้าไปแล้วจำหลักธรรมมาได้จะให้เงินเพิ่ม ก็ไปจดจำหลักธรรม ครั้งนี้ต้องใช้ความตั้งใจมากขึ้น แต่พอฟังธรรมไปเรื่อยๆ ก็เข้าใจมากขึ้น พอเข้าใจหลักธรรม จิตใจก็เลยเปลี่ยนไปจนไม่กลับไปรับเงินของพ่อเศรษฐีอีก
 
 
แม้ในเรื่องการปฏิบัติ พระพุทธองค์วางไว้เพื่อปูทางจากทำง่ายไปสู่ยาก เช่น ทาน ศีล ภาวนา เพราะทานทำง่ายจึงวางไว้ก่อนให้คนที่สนใจในเรื่องพัฒนาตนเองให้หลุดจากความทุกข์นั้นเริ่มต้นจากการให้ทานก่อน เพราะง่ายกว่าศีลและภาวนา เป็นวิธีการสอนที่สอดคล้องกับความสามารถในการปฏิบัติได้จริง ที่ต้องเริ่มจากง่ายไปสู่ยาก เริ่มจากหยาบไปสู่ละเอียด จากความโลภไปสู่ความพอดี จากความอยากไปสู่ความตั้งใจ
ฉะนั้น เมื่อเราเห็นพระไปสอนเด็กแล้วมีอากัปกิริยาที่อาจดูไม่เหมาะสม เช่น พูดเล่นบ้าง มีเกมบ้าง ไม่สอนหลักธรรมตรงๆ เป็นต้น ผู้อ่านโปรดเข้าใจเถอะว่า นั่นคือวิธีการสอนเด็กไม่ใช่สอนผู้ใหญ่ บางคนอาจไม่เข้าใจ จึงอาจตำหนิท่าทีของพระอย่างสนุกปาก แต่มีบางท่านเข้าใจ อย่างในเฟซบุ๊กของโยมท่านหนึ่งได้ติดตามรายการถ่ายทอดการฝึกอบรมของพระอาจารย์กับสามเณรแล้วเห็นคนมาตำหนิ การสอนของพระอาจารย์ โยมท่านนี้จึงเขียนให้อ่านได้อย่างน่าคิดว่า
"ผมนี่ไม่ใช่สายธรรมเลยนะครับ จัดว่าห่างไกลมากด้วย ยอมรับเรื่องนี้อย่างเปิดเผยกับหลายต่อหลายท่านมาแล้ว แต่บางทีก็เหมือนผู้ฟังจะไม่ค่อยเชื่อ ถึงจะไม่สายธรรม แต่ผมก็เคยศึกษาเรื่องพระพุทธศาสนามาบ้างเล็กๆ น้อยๆ เพียงพอที่จะรู้ว่าพระธรรมนี่ลึกซึ้งซับซ้อนมากนะครับ ไม่ต้องไปถึงขั้นโลกุตรธรรมหรอก แค่โลกิยธรรมนี่ก็ไม่ง่ายแล้ว ในอีกด้าน ผมพอจะมีความรู้ทางวิชาสอนเด็กมาบ้าง แม้จะผิวๆ เผินๆ ก็ทราบว่าการมอบการเรียนรู้ที่ดีให้เด็กเล็กๆ นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ต้องใช้เทคนิควิธีการสารพัด เรียกเป็นภาษาเพราะๆ พระๆ ว่า กุศโลบาย"
 
หน้าที่การงานในช่วงนี้ เปิดโอกาสให้ผมได้ใช้เวลาไปแล้วกว่า 3 สัปดาห์ กับการตั้งใจพินิจพิจารณาวิธีการของพระภิกษุคณะหนึ่ง ที่ช่วยกันสั่งสอนขัดเกลาสามเณรเล็กๆ ซนๆ วัย 6-9 ขวบ จำนวนหนึ่งโหลพอดิบพอดี ในลักษณะที่คล้ายคลึงมากกับคุณครูในโรงเรียนประจำ คือดูแลสอนสั่งกันตลอดเวลา ไม่ว่ายามเรียนหรือยามกิน ยามนอน
 
คณะพระอาจารย์เหล่านี้ ผมเห็นว่าท่านระลึกรู้กันดีอยู่นะครับ ว่าท่านกำลังทำอะไร กับใคร เพื่อเป้าหมายอะไร นอกจากนั้น ผมยังเห็นว่าท่านเก่งมากนะครับ ในสิ่งที่ท่านกำลังทำเรื่องรู้ธรรมสอนธรรมนั้นย่อมเป็นของตาย แต่การย่อยให้ง่ายเพื่อสอนเณร (ซึ่งก็คือเด็กตัวเล็กนิดเดียว) ให้สนุก พร้อมกับได้แง่คิดข้อธรรมตามควรแก่วัยไปด้วยนั้น ผมฟันธงได้เลยว่าไม่ง่าย และต้องใช้พลังมากแน่นอนครับ
ในโลกโซเชียล ผมเห็นอยู่บ้างว่ามีโยมผู้รู้ดีบางท่าน ได้มาวิพากษ์วิจารณ์การสอนสามเณรของคณะพระอาจารย์ (ซึ่งถ่ายทอดสดออกทีวีไปทั่วโลก) อยู่เป็นคราวๆ บางโยมก็แสดงภูมิบรรยายหลักธรรมมาโดยละเอียด เพื่อประกอบข้อวิจารณ์ของโยมที่ว่า พระอาจารย์สอนธรรมผิดหลัก ไม่ครบถ้วนตามพระไตรปิฎก
 
คนห่างวัดห่างวาอย่างผม เห็นเข้าก็ได้แต่อุทานในใจว่า "โยมช่างรู้แจ้งเสียจริงหนอ คงเป็นโชคดีของบุตรหลานในบ้านคุณโยมผู้นั้น ซึ่งน่าจะได้รับการสั่งสอนพระธรรมขั้นสูงกันอย่างลึกซึ้งพิสดารมาตั้งแต่ยังเล็ก คงทำพระนิพพานให้แจ้งกันได้ ตั้งแต่ยังไม่ถึงวัยมัธยมเป็นแน่แท้"
อ่านจากความเห็นนี้ หลายท่านคงพอเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมพระอาจารย์ต้องสอนธรรมแบบนั้น เป็นกุศโลบายการสอนเด็กให้มีธรรมะเท่านั้น(หน้า 23)